Be with You หรือในชื่อไทยว่า ‘ปาฏิหาริย์ สัญญารัก ฤดูฝน’ เป็นหนังรีเมคจากภาพยนตร์ดังของญี่ปุ่นที่ชื่อเดียวกันว่า Be with You (ชื่อไทยว่า ปาฏิหารย์ 6 สัปดาห์ เปลี่ยนฉันให้รักเธอ) ออกฉายเมื่อปี 2004 ซึ่งต้นฉบับงานมาจากนิยายชื่อดังของนักเขียน ทาคุจิ อิชิคาวา เรื่อง Ima Ai Ni Yukimasu (แปลว่า I’m Going to be with You) ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2003 และเคยผลิตเป็นซีรีส์ญี่ปุ่นมาแล้วด้วยครั้งหนึ่งในชื่อ Be with You เช่นกัน เมื่อปี 2005 เยอะขนาดนี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันความฮอตฮิตยอดนิยมของเรื่องนี้ได้ดี
ฉบับเกาหลีนี้ ได้ดาราดัง โซจีซอบ และ ซนเยจิน มารับบทนำ ทั้งคู่เคยร่วมงานกันมาจากซีรีส์ Delicious Proposal (2001) ตั้งแต่ทั้งคู่ยังไม่โด่งดังนัก การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งรอบนี้ จึงถือเป็นการเลือกประกบคู่ที่ดีงาม ถ่ายทอดฝีมือการแสดงที่สมบูรณ์แบบในภาพยนตร์ดีๆ ตราตรึงไว้ในความทรงจำอีกเรื่อง และหนังก็ทำรายได้ที่เกาหลีดีใช้ได้ทีเดียว
Be with You เล่าเรื่องราวความรักและความผูกพันในครอบครัวของผู้ชายชีวิตเรียบๆคนหนึ่ง ที่ต้องสูญเสียภรรยาที่รักไป และใช้ชีวิตเลี้ยงดูลูกชายวัย 6 ขวบตามลำพัง ความคิดถึงถวิลหายังคงรุมเร้าหัวใจของทั้งสองพ่อลูก แค่ต่างพยายามไม่แสดงออกมาให้เสียกำลังใจซึ่งกันและกัน
นิทานทำมือเรื่องแม่นกเพนกวินที่แม่เคยทำไว้ให้ ยิ่งทำให้เด็กชายตัวน้อยเฝ้าจินตนาการ รอคอยปาฏิหารย์ตามนิทาน ให้แม่กลับมาหาในหน้าฝนที่จะถึงนี้ เพราะแม่นกเพนกวินซึ่งเกิดตายจากลูกไปกระทันหัน ยังความโศกเศร้า ให้ต้องคอยแอบดูลูกจากเมืองเมฆบนสวรรค์ เมื่อฝนพรำร่วมกับน้ำตา เธอจึงสามารถนั่งรถไฟหยาดฝนกลับลงมาอยู่กับลูกเพื่อปลอบประโลมจิตใจและมอบความเข้มแข็งให้ลูกน้อย ต่อเมื่อฟ้าสดใสจบสิ้นสายฝนพรำ แม่นกจะคืนกลับไปเมืองเมฆอย่างวางใจว่าลูกจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้เองอย่างมั่นคง …… แค่เริ่มต้นนิทานก็ตื้นตันสะเทือนใจมากละ มาดูกันต่อว่า หนังจะเล่าเรื่องราวปาฏิหารย์ของฝนที่นำรักกลับมาชะโลมใจครอบครัวนี้ได้ซาบซึ้ง อิ่มเอิบกว่าครอบครัวนกเพนกวินในนิทานได้หรือไม่
ณ เมืองชนบทเล็กๆในบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติ และครอบครัวเล็กๆ 2 พ่อลูก
อูจิน (รับบทโดย โซจีซบ) เป็นหนุ่มซื่อใส หน้าตาดี จิตใจดี มีความรับผิดชอบสูง แต่ค่อนข้างขี้อาย ใช้ชีวิตเรียบง่าย ภรรยาสุดที่รัก ซูอา (รับบทโดย ซนเยจิน) เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว เป็นความกระทบกระเทือนใจที่ทำให้ภาวะร่างกายเขาอ่อนแอป่วยไปด้วย แต่กระนั้นเขาก็ยังทำหน้าที่ของ ‘พ่อ+แม่’ ให้ลูกชายคนเดียว จีโฮ (รับบทโดย คิมจีฮวาน) อย่างเต็มที่ เปี่ยมด้วยความรักและใส่ใจ เขาทำงานที่สระว่ายน้ำ รวบงานเบ๊สารพัดจ๊อบแล้วแต่เจ้าของจะสั่งมาอย่างไม่มีบกพร่องใดๆ เพื่อนสนิทของเขา ฮงกู (รับบทโดย โกชางซอก) เป็นเพื่อนที่รู้ใจที่สุด คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านเบเกอรี่ และยังเป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวนี้อยู่เช่นเดิม
ในวันที่หน้าฝนเริ่มต้นมาเยือน อูจินและจีโฮ ได้พบ ซูอา ที่ริมรางรถไฟปลายอุโมงค์ เป็นปาฏิหาริย์ที่พ่อลูกได้สมดังหวังเหมือนในนิทานแม่นกเพนกวิน แต่ทว่าเธอไม่มีความทรงจำใดๆว่าเธอคือ ‘ภรรยา’และ ‘แม่’ ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับอูจินและจีโฮเลย เพราะขอเพียงซูอาได้กลับเข้ามาในบ้านนี้อีกครั้ง เรื่องราวต่างๆ ความรักความผูกพันของพวกเขาก็จะสามารถหวนทบทวนใหม่ได้อีกครั้ง พ่อลูกมีความสุข แม่ได้เรียนรู้ว่าเธอเคยเป็นใคร ทำอะไร มีความสุขขนาดไหน ความรักของเธอเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และชีวิตพวกเขาหลังจากนั้นจะเป็นเช่นไร ทิ้งให้ผู้ชมไปติดตามต่อเพื่อเก็บเกี่ยวความอิ่มเอิบปลื้มปริ่มหัวใจกันเอง
สำหรับบทรีวิว ผู้เขียนขออนุญาตแยกเป็น 2 ส่วน คือ เริ่มจากการมองแบบคนที่ยังไม่เคยดูเวอร์ชันญี่ปุ่นมาก่อน
จัดได้ว่าเป็นหนังรัก แนวรอมคอม คือ โรแมนติกคอมเมดี้ ที่มีเรื่องราวสนุกสนาน ได้ความขำๆฮาๆไปหลากหลายมุม เรียกว่าเสิร์ฟกันรัวๆตั้งต้นเรื่องไปเรื่อย แต่ปิดตามมาด้วยความดราม่าซาบซึ้ง เรียกน้ำหูน้ำตากัน ตามสูตรสำเร็จเอกลักษณ์เกาหลีที่ผู้เขียนนิยามให้บ่อยๆว่า ‘หัวเราะนำ น้ำตาตาม’ เรื่องนี้มีหยอดท้ายการหักมุมที่มีเสน่ห์ดีด้วย
มุกขำๆน่ารัก น่าเอ็นดูมีมากมาย ทั้งจากบุคลิกและบทมึนๆทึ่มๆของโซจีซบ บทแก่นฉลาดของน้องคิมจีฮวาน บทลุงใจดีรวยอารมณ์ขันของโกชางซอก ทุกคนผลัดกันตบลูกฮา รับส่งกันอย่างเมามันส์ เอาไปสักตัวอย่างที่ถูกใจผู้เขียนมาก คือ มุก ‘ขายาว’ ของลุงฮงกูที่พยายามจะลดความกังวลใจให้หลานจีโฮว่าลุงจะวิ่งได้เร็ว ช่วยจีโฮชนะการแข่งวิ่งที่โรงเรียน คือเอิ่ม… ลุงฮงกูใช้วิธีดึงขอบกางเกงยืดขึ้นมาให้สูงที่สุดถึงระดับราวนม เพื่อโชว์ว่าช่วงขายาวววว 555 คิดได้น่าเอ็นดูมาก และเมื่อมาอยู่กับโกชางซอก ช่างเป็นความลงตัวสุดๆ
แต่หลายๆมุกที่ดูเหมือนจะขำกันเกินเลย หรือ ‘เยอะ’ ไปนิด อาจเกิดการรำคาญใจบ้างสำหรับคนไม่ปลื้มการขำพร่ำเพรื่อ แต่ดูๆไปก่อน เพราะสุดท้ายผู้ชมจะย้อนกลับมาทึ่งในความฉลาดของบท ซึ่งมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุผล
บทโรแมนซ์ย้อนวัยของพระนาง ที่ร้อยเรียงเล่าเรื่องมามาบรรจบกับโรมานซ์ที่ก่อตัวใหม่ในหน้าฝนนั้น ก็ดูฟินถูกใจได้อารมณ์หวานอบอวลเคลิ้มๆกันเลย แม้หลายๆฉากจะไม่ใช่บทเลิฟซีนตรงๆก็ตาม
ส่วนใหญ่หนังหรือซีรีส์เกาหลีมักเทียบความรักที่ก่อตัวสดใสกับความบานฉ่ำของฤดูใบไม้ผลิ เทียบการรอคอยหรือความหวังกับหิมะแรกของฤดูหนาว ส่วนเรื่องนี้ความรักของพวกเขาเป็นเหมือนสัญญาใจที่มาและจากลาพร้อมกับฝน ล้อกับน้ำตาแม่นกเพนกวินเมื่อต้นเรื่อง
ซีนอบอุ่นน่ารักๆที่รักษาเอกลักษณ์ของสไตล์ความเป็นเกาหลีไว้ได้ดี ซึ่งใครก็ขโมยไปไม่ได้ เช่น ฉากครอบครัว piggyback ซ้อนสาม เรารักกันจึงไปพร้อมๆกัน นี่ถ้าไม่ได้โซจีซบร่างใหญ่บึกบึน คงเหนื่อยเอาเรื่องเลยฉากนี้
ความสมเหตุสมผลในการอธิบายปาฏิหาริย์ของสัญญารักในสายฝน ก็ทำได้ดี ลงตัว เข้าใจง่าย แต่มันจะคืออะไร คงต้องติดตามดูเอง
ความละเอียดในงานโปรดัคชั่นก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจนะ ด้วยความที่เป็นหนังย้อนยุค ผู้เขียนเลยแอบส่องข้าวของจับผิด เอ๊ย ไม่ใช่ ชอบดูข้าวของยุคเก่า มันคลาสสิคมีเสน่ห์ดี เลยเห็นว่าบางฉากก็ยังมีเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ Sharp และ Sony ปะปน ดูสมจริงสอดคล้องกับยุคที่ LG, Samsung ยังไม่เฟื่องเต็มที่
ปิดท้ายด้วยฝีมือของนักแสดงที่ร่วมกันถ่ายทอดความเรื่องราวอบอุ่นหัวใจของครอบครัวนี้ได้อย่างสวยงาม และยังมีโบนัสแถมด้วย ดารารับเชิญ กงฮโยจิน และ พัคซอจุน ที่มาร่วมเติมสีสันให้กับหนังด้วยบทที่น่ารักชวนอมยิ้มทั้งคู่
สำหรับรีวิวในมุมผู้ที่เคยชมเวอร์ชั่นญี่ปุ่นมา คงรู้สึกเหมือนผู้เขียนว่า มันเหมือนหนังคนละ genre เหมือนอาหารเมนูเดียวกัน ส่วนผสมเกือบๆเหมือนกัน แต่ปรุงรสแต่งหน้าต่างไป เหมือนมีสีสันจัดจ้านหลายรสขึ้น แต่เนื้อหาหลักของเรื่องยังคงแกนหลักไว้เหมือนกัน แค่มีการตีความในรายละเอียดต่างกันบ้างเล็กน้อย ปรับไปตามบริบทวัฒนธรรมต่างสังคม และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป
ฉบับญี่ปุ่นมีความเป็น genre โรมานซ์ดราม่า ในขณะที่ฉบับเกาหลี ออกไปทาง genre รอมคอมผสมดราม่า
ฉบับญี่ปุ่นมีความคลาสสิคนุ่มนวล ละเมียดละไม จริงจัง ซาบซึ้งแบบค่อยๆโอบความรู้สึกให้ซึมลึก ทั้งด้วยบทและบุคลิกตัวละคร ในขณะที่ฉบับเกาหลีมีความผ่อนคลาย หลายรสหลากอารมณ์ จังหวะจึงอาจดูโฉ่งฉ่างกว่า (บางแว๊บอาจรู้สึกถึงขั้นว่าฉาบฉวยเกิน หรือ ‘เยอะ’ เกินด้วยซ้ำ เช่น บทตลก) ตัวละครแทบทุกตัวแฝงความขี้เล่น สนุกสนาน ดูๆไป ผู้เขียนอยากเปรียบเป็น เพลงจังหวะวอลซ์ กับ จังหวะแร๊ป อาจทำให้เห็นภาพได้ชัดขึ้น
ฉบับญี่ปุ่นละความ ‘ปาฏิหาริย์’ ไว้เป็นกิมมิคแฟนตาซี ฉบับเกาหลีมีการขยายความที่มาของกิมมิคแฟนตาซีให้เรื่องราวมีชั้นเชิงและมีน้ำหนักน่าเชื่อถือขึ้น
ในความเห็นส่วนตัว ผู้เขียนชอบความละมุน คลาสสิค ลึกซึ้งแบบเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ประทับใจที่หนังสามารถทำให้เกิดความรู้สึกดีๆท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมเฉอะแฉะของหน้าฝนได้ เปลี่ยนฝนที่น่ารำคาญใจกลายเป็นความชุ่มชื่นหัวใจได้อย่างไม่รู้ตัวกันเลยแหละ ในขณะที่หนังส่วนใหญ่มักใช้สัญลักษณ์ฝนกับความเศร้า หดหู่ ความเหงา การไม่มีทางออก เป็นต้น
ผู้เขียนอินกับบุคลิกตัวละครของญี่ปุ่นมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกชายที่ไร้เดียงสาสมวัย ดูน่าสงสารมากกว่า ลูกชายฉบับเกาหลีดูจะแก่นเซี้ยวกล้า ก้าวร้าวไปนิด ออกแนวฉลาดแกมโกงหน่อยๆ อาจเป็นเพราะปรับปรุงไปตามยุคสมัยก็ได้มั๊ง
ในฉบับญี่ปุ่น หลายๆซีนที่เป็นสัญญลักษณ์สำคัญของเรื่อง และได้ทำหน้าที่รีดอารมณ์ความรู้สึกแบบสุดๆในสไตล์ญี่ปุ่น เช่น ตุ๊กตาไล่ฝนของชาวญี่ปุ่นที่เด็กๆนิยมเล่นกัน ถูกลูกชายนำมาแขวนกลับหัว ด้วยความหวังที่จะให้ฝนตกไปเรื่อยๆทุกวัน จนที่ราวหน้าบ้านมีตุ๊กตาไล่ฝนหัวดิ่งพื้นเรียงรายเป็นตับ เป็นฉากเล่าเรื่องด้วยภาพได้น่าเอ็นดู กินใจยิ่ง แต่มันไม่มีอยู่ในฉบับเกาหลี เพราะต่างวัฒนธรรมกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประทับใจมากของฉบับเกาหลี คือการเสริมบทซึ่งอธิบายที่ไปที่มาของปาฏิหาริย์ได้ดี มีเสน่ห์ ลงตัวเหมาะเจาะ และมีน้ำหนักให้เราคล้อยตาม เหมือนได้ตอกหมุดยึดเรื่องราว และเติมเต็มจิ๊กซอว์ตัวที่หายไปเมื่อคราวที่ดูฉบับญี่ปุ่น
โดยสรุป ขอขีดเส้นใต้ให้ว่า Be With You มีเนื้อหา ‘ดีงาม’ ต่อหัวใจ ควรค่าให้ตามดูทุกๆเวอร์ชั่นเลยค่ะ
Trailer :